ไพ่เก้าเก เป็นไพ่ที่มี 2-9 แต้มด้วยกัน ซึ่งจะมีค่าที่อยู่ตาหน้าไพ่ ไม่ว่าจะเป็นไพ่ Q ไพ่ J ไพ่ K ที่มีค่า 0 ส่วนไพ่ A จะมีค่า 1 จะมีลำดับขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่ของไพ่ดอกต่าง ๆ ดังนี้ ดอกจก ข้าวหลามตัด โพธิ์แดง และไพ่โพธิ์ดำ โดยจะให้ใครชนะนั้น จะต้องมีการนำค่ามาของหน้าไพ่มารวมกัน และแต่ละไพ่จะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป นักพนันไพ่เก้าเก มาติดตามความหมายแต่ละไพ่รูปแบบต่าง ๆ กันเลยดีกว่า

ไพ่สเตรทฟลัช – หากนักพนันได้ไพ่ที่เรียงอยู่ในมือ 3 ใบ มีดอกสีเดียวกัน ในกรณีนี้ สเตรทฟลัช ควรจะดูสีของไพ่ก่อนเสมอ โดยที่จะเรียงจากน้อยไปหามาก แต่ถ้ามีสีเหมือนกัน ก็ควรดูไพ่ที่มาค่าสูงในแต่ละชุด หรือค่าที่มีจำนวนมาก ผู้ที่มีแต้มมากว่า ก็จะเป็นผู้ชนะ

ไพ่เซียน – ไพ่เก้าเก้ ไพ่ที่อยู่บนมือเราเท่านั้น จะต้องถือ ไพ่ J , ไพ่ Q , ไพ่ K เพียงเท่านั้น แต่จะไม่จำเป็นต้องเรียงกัน หากออกมาได้ไพ่ Q ,K ,K ก็ถือได้ว่าเป็นไพ่เซียน แต่ถ้ามีไพ่เซียนเหมือนกัน ก็จะนับตัวคุมที่ได้เรียงลำดับไว้แล้ว

ไพ่นับแต้ม – สำหรับไพ่ประเภทนี้จะมีแต้อยู่บนหน้าไพ่ จะได้คะแนนสูงสุด 9 คะแนน หากได้รวมกันมีค่าเป็น 10 แต้ม ก็จะสามารถตัดหลักสิบออกได้ และนับเป็นหน่วยแทน ซึ่งจะนับตามตัวเลขนั้น ๆ นั่นเอง

ไพ่ตอง – ไพ่ตอง เป็นไพ่สามที่มีเลขเดียวกัน โดยที่จะเรียงลำดับจากใหญ่ไปหาเล็ก อย่างเช่น ไพ่ตอง K รองลงมาก็เป็นไพ่ตอง A ที่มีเลขเหมือนกัน

ไพ่สี – เป็นดอกเดียวกัน 3 ใบ โดยที่ไม่ต้องเรียงกัน หากนักพนันท่านใดที่ได้ไพ่สีเหมือนกัน จะนับจากลำดับดอกไพ่ แต่ถ้าคู่แข่งของคุณถือสีเช่นกัน ก็จะต้องทำการวัดจากการดูไพ่ว่าใครใหญ่ที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะในครั้งนี้

ไพ่เรียง – เป็นไพ่ดอกเดียวทั้ง 3 ใบ โดยที่ไม่ต้องเรียงกัน เพียงแค่มีลำดับต่อกัน 3 ใบ หากมีใครได้ไพ่เรียงเหมือนกัน ก็จะนับจากการเรียงของใหญ่กว่า ก็จะเป็นผู้ชนะไปนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ไพ่เก้าเก จะมีความหมายแตกต่างกันไป หากนักพนันแต่ละท่าน สนใจที่จะเลือกเล่นไพ่เก้าเก ควรศึกษาไพ่แต่ละชนิด มีกี่แต้ม เพื่อที่จะได้ชัยชนะในแต่ละครั้ง แต่ถ้านักพนันท่านใดยังไม่ความหมายของไพ่เก้าเก ก็อาจจะทำให้เสียโอกาสได้เช่นกัน ทำให้โดนหลอกเสียเงินได้ง่าย ๆ

ไพ่เก้าเก